วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553
คุณยายศรีธนนชัย
คุณยายศรีธนนชัย
หญิงชรานางหนึ่งถือถุงใบเขื่องเดินเข้าไปในธนาคาร
และกล่าวกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ ว่าต้องการ
ฝากเงินสามล้านบาทแต่ขอคุยกับผู้จัดการโดยตรง
พนักงานเห็นว่าหญิงชรามีเงินจำนวนมาก เลยพาไปห้องผู้จัดการเมื่อไปถึง
ผู้จัดการเกิดความสงสัยว่า หญิงชราไปเอาเงินมาจากไหนเลยถามขึ้นว่า
ผู้จัดการ - คุณยายเอาเงินมาจากไหนมากมายครับ ?
คุณยาย - ยายชนะพนันมาจ้ะ
ผู้จัดการ - ยายไปพนันอะไรมาเหรอครับ ?
คุณยาย - ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม....อยากรู้ใช่ไหม ? เรามาลองพนันกันก็ได้สักแสนนึง เอาไหมล่ะ ?
ว่าก่อนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ไข่ของพ่อหนุ่ม จะกลายเป็นสี่เหลี่ยม
ผู้จัดการ - ฮ่าฮ่าฮ้า ล้อเล่นน่า จะพนันกันจริงๆเหรอ ?
คุณยาย - จริงๆซิ ยายมีเงินไม่เห็นเหรอนี่ไงตั้งสามล้าน
คุณยายเปิดถุงเงินให้ผู้จัดการดู
ผู้จัดการ เห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ไข่ของตนจะกลายเป็นสี่เหลี่ยม เลยตอบตกลงรับคำท้าและนัดแนะกัน
ว่าพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงจะมาพบกันอีกที ตลอดวันนั้นผู้จัดการไม่เป็นอันทำงานเฝ้าแต่คอยคลำไข ่ตัวเอง
ว่ายังกลมๆ รีๆ อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผู้จัดการก็ไม่ลืมที่จะ ตรวจสอบลูกน้อยทั้งสองใบ
ว่ายังกลมอยู่เหมือนเดิมจริง ๆ เมื่อคลำดูแล้วก็ยังกลมๆดีอยู่ ผู้จัดการเลยรู้สึก กระหยิ่มใจว่าวันนี้รวยแน่
เวลาเก้าโมงตรงหญิงชรามาที่ธนาคารและตรงไปที่ห้องผู้ จัดการทันทีพร้อมกับชายอีกคน
ผู้จัดการ - สวัสดีครับคุณยาย อ้าว...พาใครมาด้วยละนี่ ?
คุณยาย - อ๋อ … ทนายน่ะ ยายเห็นเงินพนันมันมากเลยพาทนายมาด้วย
ผู้จัดการ - ฮุฮุ … คุณยายผมเสียใจด้วยนะคุณยายแพ้พนันผมแล้วหละไข่ ผมยังกลมอยู่เลยนี่ไง
ว่าแล้วผู้จัดการก็จัดแจงปลดกางเกงลงและเรียกให้หญิง ชรามาตรวจสอบน้องชายได้
หญิงชราจึงเดินเข้าไปแล้วก็ลูบๆคลำๆไข่ผู้จัดการอยู่ สักพักแล้วพูดขึ้นว่า
คุณยาย - อืมมมม ยังกลมอยู่จริงๆ ยายยอมแพ้แล้ว
ขณะที่คุณยายกำลังคลำไข่ผู้จัดการอยู่นั้น...
ผู้จัดการ เหลือบไปเห็นทนายที่มากับหญิงชรากำลังเอาหัวโขกกำแพงอย่างแรงติดๆ
กันหลายครั้ง เลยถามคุณยายว่า
ผู้จัดการ - ยายๆ ทนายของยายเขาเป็นอะไรเหรอ ?
คุณยาย - อ๋อ … เขาแพ้พนันยายน่ะ
ยายบอกเขาว่า ภายในเที่ยงวันนี้ยายจะได้คลำไข่ผู้จัดการแบ็งค์ใน office ของผู้จัดการเองเลย
ทนายเขาไม่เชื่อ เราเลยพนันกันสองแสน....อิอิอิ..................
หญิงชรานางหนึ่งถือถุงใบเขื่องเดินเข้าไปในธนาคาร
และกล่าวกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ ว่าต้องการ
ฝากเงินสามล้านบาทแต่ขอคุยกับผู้จัดการโดยตรง
พนักงานเห็นว่าหญิงชรามีเงินจำนวนมาก เลยพาไปห้องผู้จัดการเมื่อไปถึง
ผู้จัดการเกิดความสงสัยว่า หญิงชราไปเอาเงินมาจากไหนเลยถามขึ้นว่า
ผู้จัดการ - คุณยายเอาเงินมาจากไหนมากมายครับ ?
คุณยาย - ยายชนะพนันมาจ้ะ
ผู้จัดการ - ยายไปพนันอะไรมาเหรอครับ ?
คุณยาย - ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม....อยากรู้ใช่ไหม ? เรามาลองพนันกันก็ได้สักแสนนึง เอาไหมล่ะ ?
ว่าก่อนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ไข่ของพ่อหนุ่ม จะกลายเป็นสี่เหลี่ยม
ผู้จัดการ - ฮ่าฮ่าฮ้า ล้อเล่นน่า จะพนันกันจริงๆเหรอ ?
คุณยาย - จริงๆซิ ยายมีเงินไม่เห็นเหรอนี่ไงตั้งสามล้าน
คุณยายเปิดถุงเงินให้ผู้จัดการดู
ผู้จัดการ เห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ไข่ของตนจะกลายเป็นสี่เหลี่ยม เลยตอบตกลงรับคำท้าและนัดแนะกัน
ว่าพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงจะมาพบกันอีกที ตลอดวันนั้นผู้จัดการไม่เป็นอันทำงานเฝ้าแต่คอยคลำไข ่ตัวเอง
ว่ายังกลมๆ รีๆ อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผู้จัดการก็ไม่ลืมที่จะ ตรวจสอบลูกน้อยทั้งสองใบ
ว่ายังกลมอยู่เหมือนเดิมจริง ๆ เมื่อคลำดูแล้วก็ยังกลมๆดีอยู่ ผู้จัดการเลยรู้สึก กระหยิ่มใจว่าวันนี้รวยแน่
เวลาเก้าโมงตรงหญิงชรามาที่ธนาคารและตรงไปที่ห้องผู้ จัดการทันทีพร้อมกับชายอีกคน
ผู้จัดการ - สวัสดีครับคุณยาย อ้าว...พาใครมาด้วยละนี่ ?
คุณยาย - อ๋อ … ทนายน่ะ ยายเห็นเงินพนันมันมากเลยพาทนายมาด้วย
ผู้จัดการ - ฮุฮุ … คุณยายผมเสียใจด้วยนะคุณยายแพ้พนันผมแล้วหละไข่ ผมยังกลมอยู่เลยนี่ไง
ว่าแล้วผู้จัดการก็จัดแจงปลดกางเกงลงและเรียกให้หญิง ชรามาตรวจสอบน้องชายได้
หญิงชราจึงเดินเข้าไปแล้วก็ลูบๆคลำๆไข่ผู้จัดการอยู่ สักพักแล้วพูดขึ้นว่า
คุณยาย - อืมมมม ยังกลมอยู่จริงๆ ยายยอมแพ้แล้ว
ขณะที่คุณยายกำลังคลำไข่ผู้จัดการอยู่นั้น...
ผู้จัดการ เหลือบไปเห็นทนายที่มากับหญิงชรากำลังเอาหัวโขกกำแพงอย่างแรงติดๆ
กันหลายครั้ง เลยถามคุณยายว่า
ผู้จัดการ - ยายๆ ทนายของยายเขาเป็นอะไรเหรอ ?
คุณยาย - อ๋อ … เขาแพ้พนันยายน่ะ
ยายบอกเขาว่า ภายในเที่ยงวันนี้ยายจะได้คลำไข่ผู้จัดการแบ็งค์ใน office ของผู้จัดการเองเลย
ทนายเขาไม่เชื่อ เราเลยพนันกันสองแสน....อิอิอิ..................
วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553
ต้นไม้หนาม
วันนี้นัทได้ไปซื้อต้นไม้มาด้วย
เป็นต้นกระบองเพชรต้นสั้นๆ
ปอนด์ก็ซื้อมาแต่ดูแล้วปอนด์ไม่ค่อยใส่ใจเลย
ตอนแรกนัทอยากใส่กระถางที่ซื้อมาตอนไปเที่ยว แต่
มาม๊าบอกให้ใส่กระถางอื่นเพราะกระถางนี้เป็น
...เหล็ก

เป็นต้นกระบองเพชรต้นสั้นๆ
ปอนด์ก็ซื้อมาแต่ดูแล้วปอนด์ไม่ค่อยใส่ใจเลย
ตอนแรกนัทอยากใส่กระถางที่ซื้อมาตอนไปเที่ยว แต่
มาม๊าบอกให้ใส่กระถางอื่นเพราะกระถางนี้เป็น
...เหล็ก
วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553
การวิเคราะห์ facial expression ที่สำคัญมากกับชีวิตของทหารหญิงคนหนึ่ง
คำเตือน !
ต่อไปนี้มีรูปศพ 1 รูป ไม่น่ากลัว แต่ให้เตรียมใจไว้
เวปไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ May 19, 2008, 10:56 pm The Most Curious Thing http://opinionator.blogs.nytimes.com/2008/05/19/the-most-curious-thing/ นี่คือรูปที่ถ่ายในเหตุการณ์การตายปริศนาของนักโทษในคุก Abu Ghraib ในอิรัก เมื่อปี 2003 ในรูปมีทหารหญิงชื่อ ซาบรีน่า เฮอแมน โพสท่าถ่ายรูปกับศพนักโทษคนนั้น โดยยิ้มกว้าง และทำท่าชูนิ้วโป้งต่อหน้าศพนักโทษคนนั้น เมื่อประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากได้เห็นรูปนี้ทำให้เกิดความสะเทือนใจมาก เป็น talk of the town คิดไปว่า “ยัยนี่เลวมาก ถ่ายรูปยิ้มร่าแบบนั้น คงมีความสุขมากที่คนอิรักคนนั้นตาย หรือไม่เธอก็ต้องมีส่วนร่วมฆ่าคนนี้แน่ๆ” แล้วคุณล่ะ รู้สึกอย่างไรกับภาพนี้

นักข่าว ERROL MORRIS จึงขอสัมภาษณ์เธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นตราบาปในชีวิตเธอ เธอบอกว่าเหตุการณ์ข้างหลังภาพนั้นเริ่มตั้งแต่ วันที่ Oct. 27, 2003 มีพนักงานกาชาดชาวอิรักโดนระเบิด ต่อมาจับผู้ต้องสงสัยได้ชื่อ Manadel al-Jamadi โดยหน่วย Navy Seals แล้วเอาไปขังที่คุก Abu Ghraib ที่คุกแห่งนี้จะแบ่งนักโทษเป็นสองแบบ คือแบบคนที่มีชื่อในรายชื่อ กับพวก “ผี” คือนักโทษที่โดนจับมาอย่างลับๆ ไม่ให้รู้ชื่อ ให้ทหารในนั้นทำเสมือนว่าไม่มีคนชื่อนี้อยู่ พยานหลายคนก็เล่าแบบนั้นพอ Manadel al-Jamadi คนนี้มาที่คุกนี้ก็อยู่ในแบบผี ในคุกนี้มีหน่วยงานของสหรัฐหลายหน่วย เช่น F.B.I., C.I.D., C.I.A., D.I.A. เรียกหน่วยที่ไม่ใช่ทหารอย่างรวมๆว่า O.G.A. – Other Government Agencies

วันนั้นโอจีเอก็จับนักโทษคนนี้ไปที่ห้องอาบน้ำ ให้ขึงในเหมือนตรึงกาเขน แต่ไม่ได้ใช้ตะปู แต่เป็นกุญแจมือแทน ให้ห้อยอยู่อย่างนั้น มีคนหลายคนเข้าไปสอบสวนเป็นเวลานาน วันต่อมามีคนไปพบว่าชายคนนี้ตายแล้ว มีการปกปิดว่าคนนี้ตายโดยธรรมชาติ คือล้างเลือดออก เอาถุงน้ำแข็งถุงใหญ่มาโปะ ซาบรีน่าซึ่งเป็นทหารที่คุกนั้นบอกว่าเธอได้รู้ข่าวครั้งแรกว่านักโทษคนนี้ตายแล้ว ผู้บังคับบัญชาของเธอบอกว่าเขาหัวใจวายตาย เธอก็เลยอยากจะไปดูศพบ้าง ไปกับเพื่อนอีกคน พอเข้าไปในห้องเพื่อนก็บอกว่ามาถ่ายรูปกันเถอะ เธอก็เลยทำท่านั้นไป เพราะเห็นว่าเท่ดี ลืมนึกไปว่าคนคนนี้เคยมีชีวิตมีลูกมีเมีย แต่ว่าเวลาถ่ายรูปเธอก็มักจะทำท่านี้อยู่แล้วคือยิ้มและยกหัวแม่มือขึ้น ตอนอยูที่ค่ายอื่นๆในเมืองอื่นก็ทำท่านี้ เพื่อนเธอก็สลับกันถ่ายรูป แต่พอเธอออกจากห้องมา เธอนึกขึ้นได้ว่าศพนั้นไม่เหมือนกับหัวใจวายตาย เพราะมีรอยช้ำ เธอจึงกลับไปในห้องนั้นอีกครั้งกับเพื่อน แล้วถ่ายรูปศพอย่างจริงจังอีกครั้ง คือถ่ายสภาพศพแบบนิติเวช เห็นว่าใต้ตามีผ้าก๊อซติดอยู่ เลยแกะผ้าออกมีรอยช้ำ และตามตัวก็น่วมมาก เธอก็ถ่ายรูปเก็บไว้ เหตุผลที่เธอถ่ายรูปคืออยากเปิดเผยให้สังคมรู้ว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นที่คุกนี้ เธอบอกว่าขณะที่มีคนนำศพออกไป เขาเอาสายน้ำเกลือมาโยงให้ศพด้วย จะได้ดูเหมือนจะไปโรงพยาบาล ถ้าไม่ทำอย่างนี้กลัวนักโทษคนอื่นก่อหวอดได้ ต่อมามีการเผยแพร่ภาพนี้ออกมา เธอกลับเป็นคนที่สังคมประณามว่าชั่ว ที่ไปถ่ายแอ๊คชั่นกับศพอย่างนั้น ตอนแรกกองทัพจะดำเนินคดีกับเธอว่าไปยุ่งกับที่เกิดเหตุให้เสียรูปคดี แต่เธอบอกว่าก็มันยุ่งอยู่ก่อนแล้วอะ มีการสืบสวนคดีนี้จากหลายหน่วยงานทั้ง NCIS และอัยการสูงสุด แต่ก็เหมือนตาบอดคลำช้าง เพราะคนนู้น บอกอย่างนึง อีกคนบอกอย่างนึง ผลชันสูตรบอกว่าตายจากการ “slow deliberate application of force,” เหมือนการถูกเอาเข่ากดอกไว้นานๆ ซาบรีน่ากลัวมากว่าจะโดนเก็บหรือเปล่า เธอเขียนจดหมายไปหาแฟนที่เป็นผู้หญิงของเธอว่ารัก และกลัวว่าจะเป็นอะไรไป นักข่าวสัมภาษณ์เสร็จก็ขอรูปถ่ายอื่นๆของเธอไว้ และเอาไปปรึกษา Dr Pual Ekman ว่าเธอยิ้มด้วยความสุขหรือไม่

ต่อไปนี้มีรูปศพ 1 รูป ไม่น่ากลัว แต่ให้เตรียมใจไว้
เวปไซต์ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ May 19, 2008, 10:56 pm The Most Curious Thing http://opinionator.blogs.nytimes.com/2008/05/19/the-most-curious-thing/ นี่คือรูปที่ถ่ายในเหตุการณ์การตายปริศนาของนักโทษในคุก Abu Ghraib ในอิรัก เมื่อปี 2003 ในรูปมีทหารหญิงชื่อ ซาบรีน่า เฮอแมน โพสท่าถ่ายรูปกับศพนักโทษคนนั้น โดยยิ้มกว้าง และทำท่าชูนิ้วโป้งต่อหน้าศพนักโทษคนนั้น เมื่อประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากได้เห็นรูปนี้ทำให้เกิดความสะเทือนใจมาก เป็น talk of the town คิดไปว่า “ยัยนี่เลวมาก ถ่ายรูปยิ้มร่าแบบนั้น คงมีความสุขมากที่คนอิรักคนนั้นตาย หรือไม่เธอก็ต้องมีส่วนร่วมฆ่าคนนี้แน่ๆ” แล้วคุณล่ะ รู้สึกอย่างไรกับภาพนี้
นักข่าว ERROL MORRIS จึงขอสัมภาษณ์เธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นตราบาปในชีวิตเธอ เธอบอกว่าเหตุการณ์ข้างหลังภาพนั้นเริ่มตั้งแต่ วันที่ Oct. 27, 2003 มีพนักงานกาชาดชาวอิรักโดนระเบิด ต่อมาจับผู้ต้องสงสัยได้ชื่อ Manadel al-Jamadi โดยหน่วย Navy Seals แล้วเอาไปขังที่คุก Abu Ghraib ที่คุกแห่งนี้จะแบ่งนักโทษเป็นสองแบบ คือแบบคนที่มีชื่อในรายชื่อ กับพวก “ผี” คือนักโทษที่โดนจับมาอย่างลับๆ ไม่ให้รู้ชื่อ ให้ทหารในนั้นทำเสมือนว่าไม่มีคนชื่อนี้อยู่ พยานหลายคนก็เล่าแบบนั้นพอ Manadel al-Jamadi คนนี้มาที่คุกนี้ก็อยู่ในแบบผี ในคุกนี้มีหน่วยงานของสหรัฐหลายหน่วย เช่น F.B.I., C.I.D., C.I.A., D.I.A. เรียกหน่วยที่ไม่ใช่ทหารอย่างรวมๆว่า O.G.A. – Other Government Agencies
วันนั้นโอจีเอก็จับนักโทษคนนี้ไปที่ห้องอาบน้ำ ให้ขึงในเหมือนตรึงกาเขน แต่ไม่ได้ใช้ตะปู แต่เป็นกุญแจมือแทน ให้ห้อยอยู่อย่างนั้น มีคนหลายคนเข้าไปสอบสวนเป็นเวลานาน วันต่อมามีคนไปพบว่าชายคนนี้ตายแล้ว มีการปกปิดว่าคนนี้ตายโดยธรรมชาติ คือล้างเลือดออก เอาถุงน้ำแข็งถุงใหญ่มาโปะ ซาบรีน่าซึ่งเป็นทหารที่คุกนั้นบอกว่าเธอได้รู้ข่าวครั้งแรกว่านักโทษคนนี้ตายแล้ว ผู้บังคับบัญชาของเธอบอกว่าเขาหัวใจวายตาย เธอก็เลยอยากจะไปดูศพบ้าง ไปกับเพื่อนอีกคน พอเข้าไปในห้องเพื่อนก็บอกว่ามาถ่ายรูปกันเถอะ เธอก็เลยทำท่านั้นไป เพราะเห็นว่าเท่ดี ลืมนึกไปว่าคนคนนี้เคยมีชีวิตมีลูกมีเมีย แต่ว่าเวลาถ่ายรูปเธอก็มักจะทำท่านี้อยู่แล้วคือยิ้มและยกหัวแม่มือขึ้น ตอนอยูที่ค่ายอื่นๆในเมืองอื่นก็ทำท่านี้ เพื่อนเธอก็สลับกันถ่ายรูป แต่พอเธอออกจากห้องมา เธอนึกขึ้นได้ว่าศพนั้นไม่เหมือนกับหัวใจวายตาย เพราะมีรอยช้ำ เธอจึงกลับไปในห้องนั้นอีกครั้งกับเพื่อน แล้วถ่ายรูปศพอย่างจริงจังอีกครั้ง คือถ่ายสภาพศพแบบนิติเวช เห็นว่าใต้ตามีผ้าก๊อซติดอยู่ เลยแกะผ้าออกมีรอยช้ำ และตามตัวก็น่วมมาก เธอก็ถ่ายรูปเก็บไว้ เหตุผลที่เธอถ่ายรูปคืออยากเปิดเผยให้สังคมรู้ว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นที่คุกนี้ เธอบอกว่าขณะที่มีคนนำศพออกไป เขาเอาสายน้ำเกลือมาโยงให้ศพด้วย จะได้ดูเหมือนจะไปโรงพยาบาล ถ้าไม่ทำอย่างนี้กลัวนักโทษคนอื่นก่อหวอดได้ ต่อมามีการเผยแพร่ภาพนี้ออกมา เธอกลับเป็นคนที่สังคมประณามว่าชั่ว ที่ไปถ่ายแอ๊คชั่นกับศพอย่างนั้น ตอนแรกกองทัพจะดำเนินคดีกับเธอว่าไปยุ่งกับที่เกิดเหตุให้เสียรูปคดี แต่เธอบอกว่าก็มันยุ่งอยู่ก่อนแล้วอะ มีการสืบสวนคดีนี้จากหลายหน่วยงานทั้ง NCIS และอัยการสูงสุด แต่ก็เหมือนตาบอดคลำช้าง เพราะคนนู้น บอกอย่างนึง อีกคนบอกอย่างนึง ผลชันสูตรบอกว่าตายจากการ “slow deliberate application of force,” เหมือนการถูกเอาเข่ากดอกไว้นานๆ ซาบรีน่ากลัวมากว่าจะโดนเก็บหรือเปล่า เธอเขียนจดหมายไปหาแฟนที่เป็นผู้หญิงของเธอว่ารัก และกลัวว่าจะเป็นอะไรไป นักข่าวสัมภาษณ์เสร็จก็ขอรูปถ่ายอื่นๆของเธอไว้ และเอาไปปรึกษา Dr Pual Ekman ว่าเธอยิ้มด้วยความสุขหรือไม่
ขำๆ จดหมายบอกเกรดพ่อ
| กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ คุณพ่อคะ คุณแม่คะ เป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่าคะ ผ่านมาเกือบครึ่งปีตั้งแต่หนูเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หนูไม่ได้ติดต่อคุณพ่อคุณแม่เลย หนูอยู่ที่นี่สบายดี...พี่มากเค้ารักหนูและดูแลหนูเป ็นอย่างดี สงสัยหรือคะว่าพี่มากคือใคร จำได้มั้ยคะวันที่หนูจากคุณพ่อคุณแม่ที่สถานีรถทัวร์ เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ รถทัวร์ที่หนูนั่งมาเกิดอุบัติเหตุใกล้ปั๊มน้ำมันแห่ งหนึ่งในกรุงเทพฯ หลังเกิดอุบัติเหตุ มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลังหนูเต็มไปหมดเลยค่ะ และมีคนขโมยกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าตังค์ไป พี่มากเค้าเป็นเด็กปั๊มที่นั่นค่ะ พอรถชนกันเค้าก็เข้าไปช่วยปฐมพยาบาล เราเจอกันที่นั่นค่ะคุณพ่อเค้าเป็นคนดีมาก เราพูดคุยกันซักครู่ใหญ่ รู้สึกถูกคอกันมากคุณแม่ขา นี่แหละมั้งคะที่เรียกว่ารักแรกพบ พอเค้ารู้ว่าหนูยังไม่มีที่พักไม่มีญาติในกรุงเทพฯ และยังไม่รู้จะไปพักที่ไหนแถมยังบาดเจ็บจากอุบัติเหต ุ พี่มากเลยชวนหนูไปอยู่ด้วยกันที่หอพักใกล้ๆปั๊มน้ำมั นนั้น ด้วยความตกใจและไม่มีที่พึ่งทำให้หนูรับปากพี่เค้าไป โดยไม่รู้ตัว แต่ว่าคุณพ่อคะพี่มากเป็นคนดีมากค่ะ เค้าไม่เคยแตะต้องตัวหนูเลย เราอยู่ด้วยกันปร ะมาณ2เดือน พี่มากจึงขอหนูแต่งงานค่ะ หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ก่อน แต่ด้วยความใกล้ชิดทำให้หนูไม่สามารถยั้งใจไว้ได้ จึงได้บอกตกลงพี่มากเค้าไป อภัยให้เรานะคะนึกว่าเห็นแก่เด็กตาดำๆ ที่จะเกิดมาดูโลกนี้อีกไม่นานเท่าไร หนูกำลังมีหลานให้คุณแม่ค่ะ คาดว่าการเรียนเทอมแรกนี้คงต้องพักไว้ก่อน หรือไม่ก็ต้องเลิกเรียนไปเลย เพราะว่าหนูคงต้องช่วยพี่มากหาเงินก่อนที่ท้องจะใหญ่ ไปกว่านี้ พอลูกคลอดแล้วก็คงต้องอยู่เลี้ยงลูกอีก คงไปเรียนไม่ได้ เงินทองก็หมดไปทุกวันๆแต่หนูก็ยังสุขใจดีค่ะ ไม่ต้องห่วง คุณพ่อคุณแม่อย่าโกรธหนูนะคะ มันเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ แต่หนูคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะให้อภัย เมื่อคลอดลูกแล้วหนูจะพาพี่มากและลูกไปกราบเท้าคุณพ่ อคุณแม่ที่บ้านนะคะ ที่หนูเขียนจดหมายมาหาคุณพ่อคุณแม่วันนี้ มีข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกค่ะ ข่าวดีก็คือที่หนูเล่ามาทั้งหมดนั่น เป็นเรื่องไม่จริงค่ะหนูล้อเล่นค่ะ!! ส่วนข่าวร้ายก็คือเทอมแรกหนูสอบได้F 3 วิชาD 2 วิชา และ C อีก1วิชา เห็นมั้ยคะ มันไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าที่หนูเล่ามาตั้งแต่ต้นหรอก ดีกว่าซะอีกจริงมั้ยคะ ฉะนั้นอย่าโกรธหนูนะคะ ด้วยรักและเคารพอย่างสูง หนูดาที่รักของคุณพ่อคุณแม่ ป.ล.เงินที่คุณพ่อให้มาหมดแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณพ่อจะเห็นใจช่วยโอนเงินเข้าให้หนูด้วยนะคะ" จดหมายตอบกลับ สวัสดีจ้ะลูกรักของพ่อ ที่ลูกเล่ามาทั้งหมดตั้งแต่แรกนั่นน่ะ ทำเอาพ่อใจไม่ดีไปเลยเชียว พ่ออ่านจดหมายลูกได้แค่ครึ่งเดียวก็โกรธจัดจนไม่ได้อ ่านต่อ เพราะว่าบันดาลโทสะทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกันยกใหญ่ แม่เค้าไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเค้ารักลูกมาก คิดว่าลูกคงจะไม่ทำให้เค้าผิดหวัง แต่พ่อก็โมโหซะจนลืมตัวทะเลาะกับแม่อย่างแรง ลูกก็รู้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่ พ่อผิดเองที่ไม่รู้จักคิดรู้จักยั้งความโกรธ เราทะเลาะกันแรงมาก จนแม่เค้า......ล้มลงหัวใจวาย ยาที่เคยมีอยู่ในบ้านก็หาไม่เจอ พ่อพาแม่แกส่งโรงพยาบาลก็สายไปซะแล้ว พ่อกำลังเศร้ามากคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดจากพ่อไม่อ่านจดหมายของแกให้จบซะก่อน แม่แก็เลยมีอันเป็นไป อ้อพ่อมีข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับลูก ข่าวดีคือแม่แกยังอยู่สบายดีไม่มีอะไรพ่อล้อเล่น ข่าวร้ายคือแม่เค้าเสียไพ่เลยไม่มีเงินส่งไปให้ลูก แต่มันก็ยังดีกว่าที่แม่เค้าจะเป็นอะไรไปใช่ไหมล่ะ หวังว่าลูกคงอ่านจดหมายจนจบนะ ไม่ใช่ตกใจตะลีตะเหลือกไปฆ่าตัวตายซะก่อน รักลูกมากจ้ะ พ่อ |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)